ลดค่าไฟโรงงานด้วย Capacitor Bank ได้จริงไหม? เข้าใจให้ถูกก่อนตัดสินใจ

Capacitor Bank เป็นอุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งและเป็นที่นิยมติดตั้งในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในระบบที่มีมอเตอร์ เช่น ปั๊มน้ำ พัดลม หรือ Compressor จำนวนมาก

แต่คำถามสำคัญคือ
👉 “ติดแล้วค่าไฟลดจริงไหม?”

คำตอบคือ
👉 ลดได้…แต่ไม่ใช่ทุกกรณี

เพราะ Capacitor Bank ไม่ได้ลดพลังงานจริง (kWh) โดยตรง
แต่ทำหน้าที่ปรับปรุง Power Factor และลดพลังงานรีแอคทีฟในระบบ

Capacitor Bank ทำงานอย่างไร ?

Capacitor Bank ทำหน้าที่จ่าย Reactive Power (kVAR) เพื่อชดเชยโหลดประเภท Inductive เช่น มอเตอร์

เมื่อ PF ดีขึ้น:

  • กระแสรวมลดลง
  • Loss ในสายลดลง
  • หม้อแปลงทำงานเบาลง

👉 ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

แล้ว Capacitor Bank ช่วย ” ลดค่าไฟ “ ได้ในกรณีไหนบ้าง ?

        กรณีจำเป็นต้องมี Capbank ก็ในกรณีที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ ที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้ามาก ค่า Power Factor อาจจะมีกำลังต่ำทำให้การไฟฟ้าต้องชดเชยแรงดันไฟฟ้าเข้าสู่โรงงานทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่มาในรูปแบบของค่า FT ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า

การที่อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าต่ำ มีผลทำให้ระบบการจ่ายไฟฟ้ามีคุณภาพต่ำไปด้วย เนื่องจาก ประโยชน์ที่จะได้รับจากกำลังไฟฟ้าจริง (กิโลวัตต์) ในระบบไฟฟ้าจะต่ำกว่า ซึ่งทำให้การไฟฟ้าจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของอุปกรณ์จำหน่ายและอุปกรณ์ส่งไฟฟ้าให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณพลังไฟฟ้าส่วนที่ไม่จำเป็นหรือ รีแอคตีฟ (กิโลวาร์) ที่เกิดขึ้นด้วย จึงจำเป็นต้องปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าให้สูงขึ้น อีกทั้งการมี Power Factor ที่สูงค่าเข้าใกล้เคียง 1 ยังเกิดผลประโยชน์ต่อเราผู้ประกอบดังนี้

1. ประหยัดค่าพลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ (Kvar) ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า ที่ต่ำกว่า 0.85 จะต้องเสียค่าปรับค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า ในอัตรา 56.07 บาท/กิโลวาร์ ซึ่งเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าปรับค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าให้มีค่ามากกว่า 0.85 จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าในส่วนนี้ลง

2.ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดการลงทุนในการขยายระบบไฟฟ้าลงได้ เนื่องจากเมื่อมีการปรับปรุงตัวประกอบกำลังไฟฟ้าแล้วจะเป็นการเพิ่มความสามารถของสายไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าในการรับโหลด ได้เพิ่มขึ้น

3. เมื่อมีการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าแล้ว จะเป็นการลดกำลังไฟฟ้าสูญเสียในสายไฟฟ้าและหม้อแปลง อีกทั้งแรงดันไฟฟ้าจะดีขึ้น ซึ่งผลข้างต้นจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าลงได้ และยังเป็นการเพิ่อประสิทธิภาพของการจ่ายไฟฟ้าของระบบไฟฟ้าได้


✅ ลดได้จริง

  • โรงงานโดน ค่า PF penalty
  • PF ต่ำ (<0.85)
  • โหลดมอเตอร์เยอะ

👉 ลดค่า penalty ได้ทันที



⚠️ ลดไม่ได้ 

  • PF ดีอยู่แล้ว (>0.95)
  • ระบบไม่มี penalty
  • โหลดคงที่

👉 กรณีนี้ “แทบไม่ลดค่าไฟ”

5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Capacitor Bank

การเลือกอุปกรณ์เข้าไปติดตั้งในโรงงานอุตสาหกรรม จำเป็นต้องดูองค์ประกอบและความเหมาะสมของการใช้งาน รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางไฟฟ้า เพื่อทำการวิเคราะห์ก่อนการดำเนินการที่เหมาะสม

  • ติดแล้วลดค่าไฟทุกโรงงาน ❌
  • ลด kWh ได้โดยตรง ❌
  • ใช้แทน Inverter ได้ ❌
  • ติดมาก = ดีเสมอ ❌
  • ไม่ต้องดู Harmonic ❌


หากกิจการของท่านมีค่า Power Factor ไม่ดีหรือต่ำมาก อุปกรณ์ ” Capacitor Bank ” จำเป็นอย่างมากต่อกิจการของท่าน เพราะนอกจากจะสามารถปรับปรุงคุณภาพกระแสไฟฟ้าได้แล้ว ยังช่วยป้องกันค่าปรับทางไฟฟ้าได้อีกด้วย เป็นการลดต้นทุน 2 ทาง ส่งผลให้สามารถใช้งานไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึัน

กรณีไม่จำเป็น ก็คือถ้าค่า Power Factor ในกิจการของท่านมีการใช้กำลังไฟฟ้าไม่สูง และค่า PF ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จำเป็นต้องทำการปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้า อุปกรณ์ชิ้นนี้อาจจะไม่จำเป็นหรือไม่ได้มีข้อบังคับในการติดตั้ง เพราะจะทำให้การลงทุนในธุรกิจอาจจะสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ทั้งน้้นอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพไฟฟ้าก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ประกอบควรพิจารณาอยู่ดีในสภาวะการทำงานจริง แม้ว่าจะไม่ได้มีข้อบังคับในการใช้งาน การใช้คาปาซิเตอร์ในการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังนั้นมีข้อได้เปรียบมากกว่าวิธีการอื่นและยังเป็นวิธีที่นิยมใช้เป็นอย่างมาก และมีการสูญเสียประจุไฟฟ้าในตัวคาปาซิเตอร์น้อย ราคาถูก เมื่อเทียบกับการติดตั้งระบบอื่น ๆ , การดูแลรักษาต่ำไม่เป็นภาระ ,มีการติดตั้งง่าย , น้ำหนักเบา เป็นต้น

ความเสี่ยง ที่ต้องระวัง⚠️

แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อด้อยที่พึงพิจารณา เพราะอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวมีอายุการใช้งานสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจอ ” สัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า หรือ Harmonic “  และเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของโหลดอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้มีการ On-Off อยู่ตลอดซึ่งอาทำให้เกิดไฟกระชากในระบบได้ , ถ้าระดับแรงดันไฟฟ้าในระบบเพิ่มหรือเกิด Over Voltage จะทำอุปกรณ์เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากจึงต้องพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมกับธุรกิจนั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรหนึ่งองค์กรจะหามาตรการต่าง ๆ มาสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า ถือเป็นเรื่องดี และเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรควรปฏิบัติ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์กับองค์กรแล้วยังส่งผลในการลดภาระของประเทศชาติทางตรงอีกด้วย

โปรดระวัง 3 สิ่งนี้

  • Over correction → แรงดันสูง
  • Harmonic resonance → อุปกรณ์พัง
  • Capacitor เสื่อม → PF แกว่ง

ถ้า PF ดีอยู่แล้ว ควรทำอะไรแทน ?

ถ้าโรงงานมี PF ดีอยู่แล้ว การติด Capacitor Bank เพิ่ม อาจไม่ได้ช่วยลดค่าไฟ

👉 สิ่งที่ควรดูแทนคือ:

  • Loss ในระบบไฟฟ้า
  • กระแสที่สูงเกิน
  • คุณภาพไฟฟ้า
  • การทำงานของโหลด (เช่น Pump / Compressor)

👉 แนวทางหนึ่งคือ การปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อลด Loss โดยตรง ซึ่งจะกระทบ kWh โดยตรง

Capacitor Bank คุ้มไหม ?

สถานการณ์คำตอบ
PF ต่ำ + โดน penalty✔ คุ้ม
PF ดีอยู่แล้ว❌ ไม่ช่วย
ต้องการลด kWh⚠️ ต้องใช้วิธีอื่น

คำถามที่พบบ่อย | FAQ 

 

Capacitor Bank ลดค่าไฟได้กี่ %

ขึ้นอยู่กับ penalty ไม่ใช่ kWh

Capacitor Bank ต่างจาก Eco Energy ยังไง

→ Capacitor แก้ PF
→ Eco แก้ Loss + กระแส

โรงงานควรติดไหม

→ ต้องวัด PF ก่อนเสมอ

สินค้าอื่นๆ

Capacitor Bank

อุปกรณ์เรียงประจุไฟฟ้าด้วยคาร์ปาซิเตอร์
  • Rated power from 2.5Kvar up to 40Kvar;
  • Rated voltage 230V up to 800V;
  • Rated frequency 50/60 Hz;
  • 130,000 hours service life design (temperature Class -25/C)
  • 100,000 hours service life design (temperature Class -25/D)
  • Self-healing design;
  • Over pressure safety device which prevents the capacitor from explosion at the end of its service life;
  • Dry technology as the capacitor is filled with resin, there is no risk of leaking oil or gas;
  • Touch proof terminals for board design (IP20 protection degree)

       ตัวเก็บประจุ “ Capacitor Bank “ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มวิศวกรโรงงานและเจ้าหน้าที่อนุรักษ์พลังงาน โดยอุปกรณ์ดังกล่าวมีความสำคัญและบทบาทในการ เก็บและคายประจุ เพื่อปรับปรุงค่า Reactive Power ที่ใช้ในโหลดประเภทตัวเหนี่ยวนำหรือ Inductive Load

การปรับปรุงค่า Power Factor หรือค่า PF เป็นหัวข้อที่โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่ง โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานควบคุมต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติตามมาตรการของการไฟฟ้า ซึ่งค่า Power Factor นี้เองที่จะเป็นตัวแปรหลักที่จะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีค่าใช้จ่ายทางไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้จากการปรับปรุง เพราะโรงงานอุตสาหกรรมหรืออาคารขนาดใหญ่ต้องมีกิจกรรมในการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีวิธีการหลากหลายในการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังนี้ อย่างเช่น การปรับปรุงกระแสไฟฟ้าด้วยตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด การติดตั้งตัวเก็บประจุหรือ Capacitor Bank นั่นเอง

การที่จะปรับปรุงค่า Power Factor จำเป็นที่ผู้ดำเนินการ อย่างวิศวกรจำเป็นต้องมีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการปรับปรุง ถึงแม้ว่าการเปลี่ยน Capacitor Bank จะไม่ใช่เรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่หากการปรับปรุงกระทำโดยความไม่เข้าใจก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงตามมาได้ ทำให้เกิดผลเสียกับระบบภาพรวม อาทิ การเกิดฮาร์โมนิกส์ ส่งผลให้ค่า Power Factor มีค่าต่ำลง หรือแม้แต่การเกิดเรโซแนนท์ในระบบได้

ค่า Power Factorในระบบไฟฟ้าแสดงดังภาพเพื่อประกอบความเข้าใจ

โดยการเปรียบเทียบค่ากำลังไฟฟ้าทั้งหมดเหมือนกับการรินเบียร์ลงในแก้ว โดยปริมาณเบียร์ทั้งหมดแทนค่าด้วย Apparent Power (Kva) น้ำเบียร์ที่สามารถดื่มได้จริงคือ True Power (Kw) และตัวฟองเบียร์คือ Reactive Power (Kvar) คือกำลังไฟฟ้าที่ต้องการสร้างสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำไฟฟ้า โดยจากรูปจะเห็นค่าในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเรารินเบียร์ใส่แก้ว ก็จะได้ทั้งน้ำเบียร์และฟองเสมอ เปรียบเสมือนกำลังไฟฟ้าที่หม้อแปลงส่งผ่านมาให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารหรือโรงงานนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การจ่ายไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ปั๊มน้ำ โดยการทำงานจริง มอเตอร์ต้องการพลังงานทั้ง Active power และ Reactive Power และผลรวมของสองกำลังนี้คือ Apparent Power เนื่องจากมอเตอร์มีขดลวดอยู่ภายในและขดลวดของมอเตอร์จะเป็นตัวสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อใช้หมุนเพลา โดยสนามแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำผ่านโรเตอร์ (Rotor) ของมอเตอร์เพื่อไปขับปั๊มน้ำหรือเครื่องจักร โดยพลังงานที่เกิดขึ้นจริงเรียกว่า Apparent Power ซึ่งเป็นกำลังงานที่ใช้สำหรับงานทั้งหมด ส่วนกำลังไฟฟ้าที่มาขับมอเตอร์จะเป็น Active Power ส่วน Reactive Power จะย้อนกลับไปที่หม้อแปลงไฟฟ้าด้วย ดังนั้นหม้อแปลงไฟฟ้าจะต้องจ่ายพลังงานทั้ง Active Power และ Reactive Power มาให้กับมอเตอร์ และหากโหลดที่มีอยุ่ในโรงงานอุตสาหกรรมมีคุณภาพไม่ดี ก็จะทำให้หม้อแปลงต้องจ่าย Reactive Power เข้ามาชดเชย ทำให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าปรับทางไฟฟ้าที่เกิดจากการชดเชยนี้ให้กับการไฟฟ้าในรูปแบบของค่าพาวเวอร์แฟคเตอร์นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วค่า Power Factor ควรจะอยู่ใกล้ค่า 1 ให้มากที่สุด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 0.85 เพื่อลดค่าปรับทางไฟฟ้าอันจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าในทางธุรกิจ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพโหลดและไฟฟ้าภายในสถานประกอบการนั้น ๆ

แล้วเราจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพ ?

       การปรับปรุงค่า Power Factor นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นิยมใช้ โดยสามารถทำได้โดยการใช้ตัวเก็บประจุแบบคงที่ หรือ Static Capacitor ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารสูงขนาดใหญ่ที่ใช้กำลังไฟฟ้ามากจะนิยมใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว ซึ่งโหลดที่ใช้งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นตัวเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า เช่น ระบบปั๊มน้ำ ระบบแอร์ มอเตอร์ โดยจะทำให้มุมเฟสของกระแสไฟฟ้าตามหลักมุมเฟสของแรงดันไฟฟ้า (lagging) จึงทำให้ค่าตัวประกอบกำลังลดลง การที่เราติดตั้งอุปกรณ์คาร์ปาซิเตอร์ขนานเข้าไปในระบบไฟฟ้า จะทำให้เกิดการปรับปรุงกำลังไฟฟ้าที่ดีขึ้นและจะทำให้มุมเฟสของกระแสไฟฟ้ามีค่านำหน้ามุมเฟสของแรงดันไฟฟ้า หรือที่เรารู้จักในชื่อของกระแสล้าหลัง (Leading) โดยวิธีใช้ Capacitor Bank  เป็นที่นิยมที่สุด แต่ก็ควรพิจารณาข้อมูลดังตาราง

แล้ว Capacitor Bank มีหน้าที่ทำอะไร ?

       อุปกรณ์ตัวนี้ก็คือ “ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า “ หน้าที่สำคัญก็คือการเก็บและคายประจุให้กับระบบไฟฟ้า ซึ่งตัวเก็บประจุจะมีอยู่ในวงจรไฟฟ้าที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์และในระบบไฟฟ้า ซึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีขนาดของตัวเก็บประจุใหญ่กว่าในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และจะทำหน้าจ่ายพลังงานภาค Reactive Power ออกมาเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป โดยมีหน่วยเป็น VAR ถ้าตัวเก็บประจุมีลักษณะแบบเดี่ยว เราจะเรียกว่า Capacitor แต่ถ้าอยู่รวมกันเป็นชุดเราจะเรียกอุปกรณ์นี้กว่า Capacitor Bank

ปัญหาสำคัญของต้นทุนในการซ่อมบำรุง Capacitor Bank

จริงอยู่ที่ Capacitor Bank มีอายุตามสเปคสินค้ามากถึง 8-10 ปีโดยทั่วไป แต่โดยส่วนใหญ่ในโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ต้องเปลี่ยน Capacitor Bank กันทุก 1-2 ปี เป็นประจำ สร้างภาระต้นทุนและเพิ่มงานซ่อมบำรุงให้กับบุคลากรเป็นอย่างมาก อันเกิดมาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือการเกิด Harmonic ที่มากเกินไปทำให้เกิดความเสียหายของอุปกรณ์ , การใช้โหลดที่มีคุณภาพต่ำ และการที่ไม่มีภาคคอนโทรลในการควบคุม Step การทำงานของ Capacitor Bank โดยภาคคอนโทรลมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการควบคุมการทำงานของระบบตัวเก็บประจุ หากติดตั้งร่วมกับ Capacitor Bank ก็จะสามารถดูสถานะต่าง ๆ เช่น การทำงาน , อายุไข หรือแม้แต่หน่วยทางไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อนำไปวางแผนในการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระงาน และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้อีกมาก

       อย่างไรก็ตามการปรับปรุงค่า Power Factor ควรทำโดยผู้มีประสบการณ์และผู้มีความรู้ เพราะหากทำไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาตามมามากในเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าโดยเฉพาะ Harmonic ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการ ปรับปรุงกระแสไฟฟ้า

หากคุณสนใจสินค้าและผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดค่าไฟฟ้า สามารถเข้าไป ดูข้อมูลและข่าวสารที่จำเป็นต่อการประหยัดพลังงาน ได้ที่หน้าสินค้าของเราหรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้าและบริการ สามารถติดต่อสอบถามมาได้ทางแชทขวามือ หรือส่งข้อมูลมายัง painsthai@gmail.com เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดเวลา

Capacitor Bank

อุปกรณ์เรียงประจุไฟฟ้าด้วยคาร์ปาซิเตอร์
  • Rated power from 2.5Kvar up to 40Kvar;
  • Rated voltage 230V up to 800V;
  • Rated frequency 50/60 Hz;
  • 130,000 hours service life design (temperature Class -25/C)
  • 100,000 hours service life design (temperature Class -25/D)
  • Self-healing design;
  • Over pressure safety device which prevents the capacitor from explosion at the end of its service life;
  • Dry technology as the capacitor is filled with resin, there is no risk of leaking oil or gas;
  • Touch proof terminals for board design (IP20 protection degree)

       ตัวเก็บประจุ “ Capacitor Bank “ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มวิศวกรโรงงานและเจ้าหน้าที่อนุรักษ์พลังงาน โดยอุปกรณ์ดังกล่าวมีความสำคัญและบทบาทในการ เก็บและคายประจุ เพื่อปรับปรุงค่า Reactive Power ที่ใช้ในโหลดประเภทตัวเหนี่ยวนำหรือ Inductive Load

การปรับปรุงค่า Power Factor หรือค่า PF เป็นหัวข้อที่โรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่ง โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานควบคุมต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติตามมาตรการของการไฟฟ้า ซึ่งค่า Power Factor นี้เองที่จะเป็นตัวแปรหลักที่จะทำให้โรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีค่าใช้จ่ายทางไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้จากการปรับปรุง เพราะโรงงานอุตสาหกรรมหรืออาคารขนาดใหญ่ต้องมีกิจกรรมในการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีวิธีการหลากหลายในการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังนี้ อย่างเช่น การปรับปรุงกระแสไฟฟ้าด้วยตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด การติดตั้งตัวเก็บประจุหรือ Capacitor Bank นั่นเอง

การที่จะปรับปรุงค่า Power Factor จำเป็นที่ผู้ดำเนินการ อย่างวิศวกรจำเป็นต้องมีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการปรับปรุง ถึงแม้ว่าการเปลี่ยน Capacitor Bank จะไม่ใช่เรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่หากการปรับปรุงกระทำโดยความไม่เข้าใจก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงตามมาได้ ทำให้เกิดผลเสียกับระบบภาพรวม อาทิ การเกิดฮาร์โมนิกส์ ส่งผลให้ค่า Power Factor มีค่าต่ำลง หรือแม้แต่การเกิดเรโซแนนท์ในระบบได้

ค่า Power Factorในระบบไฟฟ้าแสดงดังภาพเพื่อประกอบความเข้าใจ

โดยการเปรียบเทียบค่ากำลังไฟฟ้าทั้งหมดเหมือนกับการรินเบียร์ลงในแก้ว โดยปริมาณเบียร์ทั้งหมดแทนค่าด้วย Apparent Power (Kva) น้ำเบียร์ที่สามารถดื่มได้จริงคือ True Power (Kw) และตัวฟองเบียร์คือ Reactive Power (Kvar) คือกำลังไฟฟ้าที่ต้องการสร้างสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำไฟฟ้า โดยจากรูปจะเห็นค่าในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเรารินเบียร์ใส่แก้ว ก็จะได้ทั้งน้ำเบียร์และฟองเสมอ เปรียบเสมือนกำลังไฟฟ้าที่หม้อแปลงส่งผ่านมาให้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคารหรือโรงงานนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การจ่ายไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ปั๊มน้ำ โดยการทำงานจริง มอเตอร์ต้องการพลังงานทั้ง Active power และ Reactive Power และผลรวมของสองกำลังนี้คือ Apparent Power เนื่องจากมอเตอร์มีขดลวดอยู่ภายในและขดลวดของมอเตอร์จะเป็นตัวสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อใช้หมุนเพลา โดยสนามแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำผ่านโรเตอร์ (Rotor) ของมอเตอร์เพื่อไปขับปั๊มน้ำหรือเครื่องจักร โดยพลังงานที่เกิดขึ้นจริงเรียกว่า Apparent Power ซึ่งเป็นกำลังงานที่ใช้สำหรับงานทั้งหมด ส่วนกำลังไฟฟ้าที่มาขับมอเตอร์จะเป็น Active Power ส่วน Reactive Power จะย้อนกลับไปที่หม้อแปลงไฟฟ้าด้วย ดังนั้นหม้อแปลงไฟฟ้าจะต้องจ่ายพลังงานทั้ง Active Power และ Reactive Power มาให้กับมอเตอร์ และหากโหลดที่มีอยุ่ในโรงงานอุตสาหกรรมมีคุณภาพไม่ดี ก็จะทำให้หม้อแปลงต้องจ่าย Reactive Power เข้ามาชดเชย ทำให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าปรับทางไฟฟ้าที่เกิดจากการชดเชยนี้ให้กับการไฟฟ้าในรูปแบบของค่าพาวเวอร์แฟคเตอร์นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วค่า Power Factor ควรจะอยู่ใกล้ค่า 1 ให้มากที่สุด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 0.85 เพื่อลดค่าปรับทางไฟฟ้าอันจะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าในทางธุรกิจ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพโหลดและไฟฟ้าภายในสถานประกอบการนั้น ๆ

แล้วเราจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพ ?

       การปรับปรุงค่า Power Factor นับว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่นิยมใช้ โดยสามารถทำได้โดยการใช้ตัวเก็บประจุแบบคงที่ หรือ Static Capacitor ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารสูงขนาดใหญ่ที่ใช้กำลังไฟฟ้ามากจะนิยมใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว ซึ่งโหลดที่ใช้งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นตัวเหนี่ยวนำทางไฟฟ้า เช่น ระบบปั๊มน้ำ ระบบแอร์ มอเตอร์ โดยจะทำให้มุมเฟสของกระแสไฟฟ้าตามหลักมุมเฟสของแรงดันไฟฟ้า (lagging) จึงทำให้ค่าตัวประกอบกำลังลดลง การที่เราติดตั้งอุปกรณ์คาร์ปาซิเตอร์ขนานเข้าไปในระบบไฟฟ้า จะทำให้เกิดการปรับปรุงกำลังไฟฟ้าที่ดีขึ้นและจะทำให้มุมเฟสของกระแสไฟฟ้ามีค่านำหน้ามุมเฟสของแรงดันไฟฟ้า หรือที่เรารู้จักในชื่อของกระแสล้าหลัง (Leading) โดยวิธีใช้ Capacitor Bank  เป็นที่นิยมที่สุด แต่ก็ควรพิจารณาข้อมูลดังตาราง

แล้ว Capacitor Bank มีหน้าที่ทำอะไร ?

       อุปกรณ์ตัวนี้ก็คือ “ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า “ หน้าที่สำคัญก็คือการเก็บและคายประจุให้กับระบบไฟฟ้า ซึ่งตัวเก็บประจุจะมีอยู่ในวงจรไฟฟ้าที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์และในระบบไฟฟ้า ซึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีขนาดของตัวเก็บประจุใหญ่กว่าในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และจะทำหน้าจ่ายพลังงานภาค Reactive Power ออกมาเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป โดยมีหน่วยเป็น VAR ถ้าตัวเก็บประจุมีลักษณะแบบเดี่ยว เราจะเรียกว่า Capacitor แต่ถ้าอยู่รวมกันเป็นชุดเราจะเรียกอุปกรณ์นี้กว่า Capacitor Bank

ปัญหาสำคัญของต้นทุนในการซ่อมบำรุง Capacitor Bank

จริงอยู่ที่ Capacitor Bank มีอายุตามสเปคสินค้ามากถึง 8-10 ปีโดยทั่วไป แต่โดยส่วนใหญ่ในโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ต้องเปลี่ยน Capacitor Bank กันทุก 1-2 ปี เป็นประจำ สร้างภาระต้นทุนและเพิ่มงานซ่อมบำรุงให้กับบุคลากรเป็นอย่างมาก อันเกิดมาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือการเกิด Harmonic ที่มากเกินไปทำให้เกิดความเสียหายของอุปกรณ์ , การใช้โหลดที่มีคุณภาพต่ำ และการที่ไม่มีภาคคอนโทรลในการควบคุม Step การทำงานของ Capacitor Bank โดยภาคคอนโทรลมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการควบคุมการทำงานของระบบตัวเก็บประจุ หากติดตั้งร่วมกับ Capacitor Bank ก็จะสามารถดูสถานะต่าง ๆ เช่น การทำงาน , อายุไข หรือแม้แต่หน่วยทางไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อนำไปวางแผนในการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระงาน และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้อีกมาก

       อย่างไรก็ตามการปรับปรุงค่า Power Factor ควรทำโดยผู้มีประสบการณ์และผู้มีความรู้ เพราะหากทำไม่ถูกต้องจะเกิดปัญหาตามมามากในเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าโดยเฉพาะ Harmonic ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการ ปรับปรุงกระแสไฟฟ้า

หากคุณสนใจสินค้าและผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดค่าไฟฟ้า สามารถเข้าไป ดูข้อมูลและข่าวสารที่จำเป็นต่อการประหยัดพลังงาน ได้ที่หน้าสินค้าของเราหรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้าและบริการ สามารถติดต่อสอบถามมาได้ทางแชทขวามือ หรือส่งข้อมูลมายัง painsthai@gmail.com เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดเวลา
สินค้าอื่นๆ